ECO-NO-MISS : ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย ข่าวดีๆ ทางเศรษฐกิจมีเข้ามามากขึ้น
คือเสียงรำพึงของผมในระยะนี้ ข่าวดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นข่าวความมั่นอกมั่นใจของรัฐบาลเกี่ยวกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ของไทย หรือการปรับตัวสูงขึ้นของ SET Index ที่ปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี
แม้ว่าข่าวดีของเศรษฐกิจไทยจะเริ่มถาโถมเข้ามา แต่หลายคนก็อดห่วงใยไม่ได้ว่า ข่าวดีที่เกิดขึ้นมีมากเกินจริงหรือไม่ และจะยั่งยืนหรือเปล่า
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาครัฐบาลได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปี นี้หลายท่าน เริ่มต้นด้วยท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ "เปิดบ้านพิษณุโลก" ถึงภาวะเศรษฐกิจไทยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ จะขยายตัว 4.3% ตามแรงหนุนของภาคการส่งออก ขณะที่การลงทุนยังคงมีเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการที่ไทยได้ลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA)
รวมถึงการปรับปรุงสภาพแวดล้อมและการแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่นิคม อุตสาหกรรมมาบตาพุด และการที่รัฐบาลผลักดันการใช้งบประมาณในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2550 รวมถึงต้นปีงบประมาณ 2551 ที่จะเริ่มต้นในเดือนตุลาคม 2550 ที่รัฐบาลได้ขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการประมาณ 4% หรือประมาณ 17,000 ล้านบาท ก็จะช่วยสนับสนุนการบริโภคให้เกิดการขยายตัว ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้ในระดับ 4.0-4.5%
ตามด้วยอาจารย์โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษ "บทบาทรัฐกับการกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง" จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า รัฐบาลมั่นใจว่าเศรษฐกิจปีนี้จะเติบโตได้ในระดับไม่เกิน 4% และปีหน้าเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะเติบโตประมาณ 5% โดยการลงทุนขนาดใหญ่จะเริ่มขับเคลื่อน เริ่มตั้งแต่ปลายไตรมาสที่ 3 ของปีนี้เป็นต้นไป
ทั้งยังแสดงความมั่นใจว่าในไตรมาสที่ 3 รัฐบาลจะสามารถกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศได้อย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ การที่ ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปกล่าวในงาน Asian Development Bank forum ที่จัดขึ้นในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี ของวิกฤติการเงินเอเชีย โดยให้ความเห็นว่า ภายในปีหน้า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยน่าจะสูงกว่า 5% และอาจสูงถึง 6% และในขณะนี้ไทยไม่มีแผนที่จะปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกมาตรการควบคุมเงินทุน ซึ่งกำหนดให้นักลงทุนต่างชาติที่นำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ต้องกันสำรองเงิน 30% ไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นเวลา 1 ปี หรืออาจใช้วิธีทำสวอป (swap) ป้องกันความเสี่ยงไว้เพื่อควบคุมค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ
ผนวกกับคำยืนยันของเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (สศช.) ที่กล่าวว่า สศช.ยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2550 จะสามารถขยายตัวได้ที่ระดับ 4-4.5% ตามที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจหลายตัวมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องใน ช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยของธปท. ที่ได้มีแถลงภาวะเศรษฐกิจและการเงิน เดือนพฤษภาคม 2550 ว่า ภาพรวมทางเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี โดยภาคการผลิตยังคงขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงไม่มาก
ขณะที่การส่งออกยังคงขยายตัวได้ดี นอกจากนี้การนำเข้าเครื่องจักรกลับมาขยายตัวในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หลังจากที่หดตัวลดลงในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เช่นเดียวกับการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนที่มีอัตราการขยายตัวติดลบ น้อยลงในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีนี้
ข่าวดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการให้สัมภาษณ์ของภาครัฐบาลในขณะนี้ แม้จะยังสวนทางกับความเห็นของภาคเอกชนบางราย เช่น ความเห็นของคุณบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ที่กล่าวถึงกรณีที่ภาครัฐบาลมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะ ฟื้นตัวขึ้นภายหลังจากมีการเลือกตั้ง และเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวประมาณ 4-4.5% โดยส่วนตัวเชื่อว่า ภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้รวมถึงเศรษฐกิจไทย จะมีอัตราการเติบโตไม่ถึง 3% ซึ่งถือเป็นการเติบโตในอัตราที่ติดลบ
ในฐานะนักธุรกิจที่ติดตามสถานการณ์กำลังซื้อของผู้บริโภคอย่างใกล้ชิดแบบ วันต่อวัน คุณบุณยสิทธิ์ยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะมีอัตราการเติบโตในทิศทางที่ไม่ดีมากนัก จึงอยากให้รัฐบาลมีมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระดับบนและระดับล่างมาก ขึ้น โดยเฉพาะดูแลราคาพืชผลทางการเกษตรที่ปัจจุบันราคาตกต่ำเป็นอย่างมาก อีกทั้งที่ผ่านมารัฐบาลออกมาพูดเพียงอย่างเดียวว่ากระตุ้นเศรษฐกิจโดยเน้น ระดับบนเป็นหลัก
ความเห็นนี้สอดคล้องกับความเห็นของภาคธุรกิจหลายรายที่ผมได้มีโอกาสพบปะพูด คุย ทั้งจากการสนทนาและสอบถามในห้องที่ผมเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องเศรษฐกิจใน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง ธุรกิจสิ่งพิมพ์ ธุรกิจคมนาคม และอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นจริงหรือไม่ในช่วงครึ่งหลัง ของปีนี้ หลายคนยังไม่มั่นใจในเสถียรภาพทางการเมืองของไทย
แน่นอนครับว่า สัญญาณทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันว่ากำลังฟื้นตัวในมุมมองของภาค รัฐบาล ภาคเอกชนไทยส่วนหนึ่งยังไม่มั่นใจ และยังไม่เห็นสัญญาณดังกล่าว
แต่ถ้าเราพิจารณาถึงการปรับตัวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในสัปดาห์นี้ SET Index ได้ปรับตัวสูงถึง 825 จุด (ในวันที่ปิดต้นฉบับ) ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 10 ปี โดยมีมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 4 หมื่นล้านบาทต่อวัน ติดต่อกัน 2 วัน
โดยผู้ซื้อสุทธิที่สำคัญคือนักลงทุนต่างประเทศ แสดงให้เห็นว่านักลงทุนต่างประเทศส่วนหนึ่งเริ่มมีความเชื่อมั่นในการฟื้น ตัวของเศรษฐกิจไทยในอนาคต เนื่องจากโดยปกติ การปรับตัวของดัชนีราคาของตลาดหุ้น จะสะท้อนถึงทิศทางการปรับตัวของเศรษฐกิจในอนาคตประมาณ 6-9 เดือน แสดงว่านักลงทุนต่างประเทศมั่นใจว่าเศรษฐกิจในปลายปีนี้และต้นปีหน้าจะขยาย ตัวดีขึ้น
นอกจากนี้ บรรดานักวิเคราะห์ในตลาดหลักทรัพย์ของไทย เริ่มออกมาแสดงความมั่นใจว่าถ้าสถานการณ์ทางการเมืองนิ่ง SET Index น่าจะปรับตัวสูงขึ้นถึงระดับ 840-860 จุดในปีนี้ หรืออาจปรับตัวสูงถึงระดับ 900 จุด (ขอย้ำนะครับว่าการลงทุนมีความเสี่ยงโดยเฉพาะเมื่อหุ้นปรับตัวสูงขึ้นแรงๆ อย่างนี้ ฉะนั้น การลงทุนในตลาดหุ้นไทยควรลงทุนด้วยความระมัดระวัง และตัดสินใจลงทุนโดยใช้ข้อมูลพื้นฐานอย่างรอบคอบ) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นอกมั่นใจของตลาดทุนไทยว่าเริ่มกลับฟื้นคืน ขึ้นมาอย่างรวดเร็วและเห็นได้ชัดเจน
ขณะเดียวกันภาคเอกชนหลายแห่งไม่ว่าจะเป็นหอการค้าไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่ง ประเทศไทย เริ่มออกมาแสดงความเห็นว่า มีความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัวสูงถึง 4-4.5%
สำหรับผม ความเชื่อที่ว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวในระดับ 4-4.5% มีน้ำหนักมากกว่าเดิม เนื่องจากการส่งออกที่ขยายตัวเกินคาดในระดับ 18% ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น และการยืนยันของรัฐบาล (ล่าสุด) ว่าจะมีการเลือกตั้งภายในกำหนดเวลาที่ได้วางไว้ในปลายปีนี้ (ถ้าไม่ใช่เดือนพฤศจิกายนก็จะเป็นเดือนธันวาคม) ขณะที่รัฐบาลแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่าจะใช้งบประมาณของภาครัฐบาลอย่างเต็มที่ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ถ้าเปรียบเป็นหนังก็ต้องบอกว่าเป็นหนังชีวิตที่ต้องดูกันยาวๆ ว่าจะจบลงอย่างไร
การใช้บรรยากาศทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วบอกว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นแล้วอย่างยั่งยืน คงจะเป็นการสรุปที่เร็วเกินไป เพราะการเมืองยังมีความเสี่ยงเรื่องการประท้วง การลงประชามติของร่างรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ในปีนี้
คงต้องรอข้อมูลที่ยืนยันสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอีกอย่างน้อย 1 เดือน จึงสรุปได้ว่าเป็นอย่างไร
ผมขอสรุปว่า เราเห็นแสงสว่างที่สว่างมากขึ้น (จากเดิมที่เคยเห็นรำไร) ที่ปลายอุโมงค์ของเศรษฐกิจไทยแล้วครับ
/////
"การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ถ้าเปรียบเป็นหนังก็ต้องบอกว่าเป็นหนังชีวิตที่ต้องดูกันยาวๆ ว่าจะจบลงอย่างไร การใช้บรรยากาศทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วบอกว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นแล้วอย่างยั่งยืน คงจะเป็นการสรุปที่เร็วเกินไป"